2008/Feb/17

แสงแรกอรุณเพิ่งจับขอบฟ้าบูรพา ยังปรากฏเงาร่างสายหนึ่งพุ่งทะยานดุจเหินบิน ความรวดเร็วของมันสุดเปรียบปาน ทะยานขึ้นลงไม่หยุดยั้ง ลัดเลาะแนวป่าไปยังว่องไวกว่าวิหคเหิน

สีหน้ามันปกติเรียบเฉยไม่นำพาเรื่องใด ทุกเรื่องราวล้วนน่าเหนื่อยหน่ายในความคิดมัน ทว่ายามนี้สีหน้ามันซีดเผือดลง คล้ายมีความรู้สึกยากบรรยายประการหนึ่งเคลือบฉาบไว้ แม้ตัวมันเองยังไม่ทราบ ที่แท้นี่เป็นความรู้สึกใด มันเพียงรู้มันไม่อาจรั้งรอ ต้องรุดไปพบบุคคลผู้หนึ่ง เร็วที่สุดที่มันทำได้ ยิ่งสมควรรวดเร็วกว่าผู้ใดทั้งสิ้น

เหตุการณ์คืนก่อน อันที่จริงคล้ายเพียงไม่กี่โมงยามเพิ่งผ่านพ้น บุรุษหกผู้ถูกสังหารตกตายใต้เงาฝ่ามือมรณะ กระทั่งผู้ตายยังไม่ทันเห็นหน้ามัจจุราชของตน วิชาฝีมือเป็นของค่ายสำนักใดพวกมันยิ่งไม่มีโอกาสรับทราบ

กลับเป็นตัวมันที่เห็นชัด ผู้รับทราบเรื่องราวทั้งหมดกลับเป็นมัน บินเดี่ยวพันลี้ อี้ฟง

ความรู้มันสมควรกว้างขวางสมคำร่ำลือ มันย่อมมองออกนี่เป็นวิชาฝ่ามือใด เพียงจนบัดนี้มันคล้ายยังไม่อยากยอมรับตนได้เห็นวิชาฝีมือนี้โดยแท้จริง

ฝ่ามือซัดออกเจ็ดครา คร่าชีวิตพรากวิญญาณทั้งสิ้นหกดวง ท่วงท่ารวดเร็วรวบรัด กลับไม่อาจต้านทานสักครึ่งกระบวน

ยามนั้นมันแทบไม่อาจเชื่อถือสายตาตนเอง เลือดในกายคล้ายจับตัวเป็นน้ำแข็ง ความเย็นเยียบประการหนึ่งซึ่งมันไม่คุ้นเคยเข้าถาโถม เป็นความรู้สึกซึ่งผู้พบเห็นวิชามรณะนี้ล้วนเคยประสบ เพียงมีน้อยรายเหลือรอดชีวิตเล่าเรื่องราวสืบต่อ อี้ฟงกลับเป็นหนึ่งในนั้น

บางสิ่งในตัวมันสั่งมันหลบหนีทันที ชะตากรรมกระบี่ประกายแสงจะเป็นอย่างไร ต้องนับเป็นเรื่องหลังจากนั้นแล้ว อย่าว่าแต่มันยื่นมือเข้าช่วยเหลืออาจพาตัวเองตกตายตาม

มันยังไม่อาจตาย ทั้งมันยังไม่อยากตาย สิ่งที่มันทำได้เวลานี้มีเพียงห้อตะบึงสุดฝีเท้า เสาะหาคนผู้หนึ่ง หลังจากนั้นคิดอ่านอย่างไรย่อมว่ากันภายหลัง

- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

เสี่ยวอิงเพิ่งยกชามน้ำแกงร้อนๆเข้ามา พบว่าบุคคลภายในห้องลืมตาตื่นแล้ว บนแขนซ้ายมีผ้าพันแผลหนึ่งพันไว้ เลือดซึมออกเปรอะเปื้อนเป็นสีแดงดวง ย่อมหมายความว่าเป็นเลือดดี เลือดต้องพิษทั้งหมดสมควรถูกขับออกสิ้นแล้ว

ผู้เพิ่งตื่นลุกขึ้นนั่งหลังตรง ริมฝีปากเม้มสนิทไม่กล่าววาจาใด คำถามทั้งหลายกลับคล้ายถามออกด้วยดวงตาคู่งามนั้น

แสงแดดสาดส่องขับไล่ความมืดมิดภายใน ต้องใบหน้านั้นเผยให้เห็นเครื่องหน้างดงามล้ำ คิ้วเรียวโก่งปลายชี้สูง ปลายจมูกเรียวเชิดเล็กน้อย ประกอบเป็นใบหน้างดงามทรนงอย่างพญาหงส์ ยังสมควรเป็นดรุณีงามล้ำเลิศในปฐพีผู้หนึ่ง เป็นความงดงามอันทรงอำนาจ อาศัยเพียงรูปโฉมนางสมควรสยบบุรุษผู้กล้าได้ครึ่งค่อนแผ่นดิน อย่าว่าแต่นี่เป็นใบหน้าของมือกระบี่หญิงอันดับต้นแห่งยุค

เป็น เนียเสี่ยวฟง เองที่เสี่ยวอิงยกชามน้ำแกงนี้มาให้รับประทาน

เรือนผมสีเงินยามนี้รวบสูง ยังคงแต่งกายด้วยผ้าหยาบราคาถูก ทว่าบุคลิกท่วงท่ากลับสง่างาม มาตรว่าผ้าหยาบยามอยู่บนร่างมันยังดูมีค่าราคาขึ้นอีกหลายส่วน

"ที่นี้คือบ้านท่านผู้เฒ่าแซ่อี้ ผู้น้อยเป็นบ่าวรับใช้ในที่แห่งนี้ คืนวานบังเอิญพบเห็นท่าน..."

"เราจดจำเจ้าได้"

น้ำเสียงนางราบเรียบ ยังคงแฝงแววทรนงองอาจ เสี่ยวอิงลอบชื่นชมในใจ บุรุษห้าวหาญถูกทำร้ายเพิ่งพ้นช่วงเป็นตาย ยังไม่อาจรักษาความสงบของจิตใจได้เฉกเช่นนาง ตัวมันแม้นไม่ล่วงรู้ฐานะของนางกระจ่าง ยังสามารถเข้าใจดรุณีนางนี้เป็นบุคคลชนชั้นใด

"คืนวานภายหลังท่านถูกทำร้าย พวกมันจึงหันมาทางข้าพเจ้า ข้าพเจ้าถูกทำร้ายสลบไสล ยามคืนสติกลับพบมันทั้งหกตกตายเกลื่อนกลาด ยังไม่ทราบเป็นการลงมือของผู้ใด ยังมีเรื่องน่าประหลาด เลือดที่ปากแผลท่านสมควรต้องพิษร้ายแรง กลับไหลซึมออกเป็นเลือดแดง คล้ายพิษร้ายสลายสิ้น จะอย่างไรข้าพเจ้าไม่อาจประมาท ต้องกรีดรีดเร้นเลือดท่านออกอีกส่วนหนึ่ง จากนั้นนำพาท่านมายังที่แห่งนี้ จู้ยิน(เจ้านาย)ข้าพเจ้าจึงเชิญหมอมารักษาดูแลอาการท่าน"

มันกล่าวพลางยกถ้วยน้ำแกงร้อนไปใกล้ ควันกรุ่นๆลอยล่องพากลิ่นหอมฟุ้งโชยปะทะจมูก

"เสื้อผ้าอาภรณ์ท่านเป็นบ่าวสตรีนางอื่นช่วยเหลือเปลี่ยนให้ ประกันไม่มีผู้ใดล่วงเกินท่านแม้ขุมขน"

สีหน้านางยังไม่เปลี่ยนแปลงใด นางทราบยามนี้นางสวมใส่อาภรณ์ขาวสะอาด หาใช่แดงฉานเช่นปกตินาง ย่อมมีผู้อื่นเปลี่ยนให้ยามนางไม่รู้สติ

เรื่องนี้ไม่นับว่าอยู่ในความสนใจของนาง ที่นางสนใจยิ่งกลับเป็นบุรุษหนุ่มผมเผ้าสีเงินประหลาดที่ตรงหน้าของนาง เรื่องที่มันเล่าคล้ายน่าสงสัยยิ่ง เป็นผู้ใดสังหารบุรุษทั้งหกนับเป็นเรื่องหนึ่ง ที่น่าสงสัยกว่าคือมันเหตุใดมีความรู้เพียงนี้ รับทราบการพยาบาลคนถูกพิษ อย่าว่าแต่ยามราตรีมืดมิด การลงมีดครานั้นยังรวดเร็ว ซ้ำไม่มีผู้ใดบอกกล่าว เหตุใดมันรับทราบนางถูกพิษร้ายแรง? อย่าว่าแต่มันบอกตนเองเป็นชนชั้นบ่าวไพร่ผู้หนึ่ง คนผู้ใดยังใช้บุรุษจำพวกนี้ทำงานบ่าวไพร่ได้

ความรู้สึกส่งผ่านทางสายตา ความนึกคิดกลับไม่อาจล่วงรู้ เสี่ยวอิงแม้พบเห็นประกายตานาง ยังไม่อาจล่วงรู้นางบังเกิดความสงสัยในตัวมัน มันยังคงส่งถ้วยชามน้ำแกงให้นางรับประทาน

เนียเสี่ยวฟงไม่กล่าวกระไรแม้ครึ่งคำ รับมาซดรวดเดียวหมดคล้ายไม่รับทราบว่าน้ำแกงนี้ร้อนกรุ่น มันกลับพบว่าน้ำแกงชามนี้โอชายิ่ง ความร้อนไหลผ่านลำคอลงสู่กระเพาะ คล้ายไปสะสมรวมกันที่ท้องน้อย จากนั้นแผ่ซ่านมอบพลังงานแก่ทั้งร่างกาย สมควรมีโอสถมากคุณค่าผสมอยู่ในน้ำแกงนี้

มันนึกเอ่ยปากถามนี่เป็นน้ำแกงอะไร พลันมีเงาร่างอีกสามผู้ปรากฏหน้าประตูห้อง หนึ่งเป็นบุรุษกลางคน หนึ่งเป็นบุรุษหนุ่มน้อย อีกหนึ่งเป็นดรุณีผุดผาดงดงาม

ผู้เฒ่าแซ่อี้ คุณหนูแซ่อี้ และกระบี่ขลุ่ยหยก ปรากฏกายโดยพร้อมเพรียง

เสี่ยวอิงล่าถอยออกไปด้านข้างอย่างให้เกียรติ สายตาคุณหนูแซ่อี้ชำเลืองมองมันคราหนึ่ง ปรากฏแววแง่งอนตัดพ้อในสายตาที่ส่งให้มัน มันกลับไม่ได้พบเห็น เพียงยืนค้อมหลังก้มหน้าแน่วนิ่ง

"เจ้ารู้สึกเป็นอย่างไรบ้าง"

"ปลอดโปร่งสบายดี ขอบคุณอาวุโสให้การช่วยเหลือ"

"เป็นเสี่ยวอิงพบเจ้าบาดเจ็บนำพามารักษาที่นี้" ผู้เฒ่าแซ่อี้หันไปทางเสี่ยวอิงคราหนึ่ง มันยังคงยืนสงบนิ่งไม่กล่าววาจาและไม่สบตา ดูไปคล้ายบุรุษหนุ่มขี้อายผู้หนึ่ง

"ท่านที่แท้เรียกขานว่าเสี่ยวอิง เราขอบคุณท่านเช่นกัน"

นางแม้กล่าวขอบคุณน้ำเสียงยังทรนงกระไรปานนั้น อันที่จริงนางรู้จักมารยาท ทว่านางไม่เคยรักษามารยาทต่อบุคคลที่นางตั้งข้อสงสัย ต่อเมื่อเป็นบุคคลที่น่าเชื่อถือในสายตานาง นางค่อยเป็นเปิดเผยจริงใจ

ข้อนี้ย่อมทำให้คุณหนูแซ่อี้ไม่พอใจอยู่หลายส่วน เพียงนางไม่กล่าวใด

"ท่านจึงเป็นกระบี่ประกายแสง เนียเสี่ยวฟง?"

เป็นกระบี่ขลุ่ยหยกหลี่อี้อวี้ถามอย่างไม่อ้อมค้อม

"ฟังว่าเพลงกระบี่ขลุ่ยหยกพิสดารยิ่ง มิคาดวันนี้ได้พานพบ"

สายตาของนางย่อมเฉียบคม มองปราดเดียวย่อมทราบฐานะหลี่อี้อวี้ อย่าว่าแต่คำประโยคนี้ฟังผ่านๆระรื่นหู กลับแฝงความท้าทายอยู่สามสี่ส่วน

บุรุษหนุ่มเปี่ยมความเชื่อมั่น อุปนิสัยหยิ่งยโสอยู่ไม่น้อย ดรุณีองอาจทรนง ยิ่งไม่เห็นผู้ใดในสายตา สองผู้คนเช่นนี้ย่อมยากคบหาเป็นมิตรสหาย ด้วยต่างเขม่นซึ่งกันและกันตามธรรมชาติ

"เราต้องการพบซือตี๋ท่านสักครา ดื่มกินร่วมกับมันสักหลายป้าน"

ผู้แซ่หลี่ไม่กล่าววาจามากความ มาถึงก็พูดตรงประเด็นทันที ผู้เฒ่าอี้ถึงกับลอบตกใจความกล้าของมัน มาตรว่าผู้บาดเจ็บนอนเตียงสมควรลดทอนพลังฝีมือ จะอย่างไรยังคงเป็นกระบี่ประกายแสงผู้สังหารผู้คนไม่กระพริบตา

เนียเสี่ยวฟงกลับหัวร่อฮาๆตอบคำ "หากท่านหมายถึงซือหม่าอี้เยี้ยน ตระเวนเหลาสุราสักสองสัปดาห์ ประกันไม่นานกว่านี้ย่อมพบตัวมัน"

นางไม่ยอมรับไม่ปฏิเสธเรื่องมันเป็นซือตี๋ ไม่ปฏิเสธบางครั้งยังคล้ายยอมรับแล้ว หากหลี่อี้อวี้ไม่นำพาสนใจ

"ยังมีอีกผู้ข้าพเจ้าคิดเสาะหา ไม่ทราบท่านมีเบาะแสใด"

"เป็นผู้ใด"

"เป็นบินเดี่ยวพันลี้ อี้ฟง!"

สีหน้านางแปรเปล่ยนเป็นเรียบเฉย จ้องตามันแน่วนิ่ง ชั่วครู่จึงกล่าว

"บุคคลประหลาดผู้นี้ใช่คิดจะพบก็ได้พบโดยง่ายดาย ท่านต้องการพบมัน ต้องการสอบถามข่าวคราวสิ่งใด"

อาวุโสแซ่อี้ลอบตระหนกในใจ กระบี่ประกายแสงเฉียบแหลมยิ่ง ฟังเพียงนี้ยังทราบบุรุษแซ่หลี่ต้องการเสาะหาอี้ฟงด้วยเหตุใด?

มันย่อมไม่ทราบ แท้จริงเพราะนางเองคิดเสาะหาอี้ฟง สอบถามข่าวคราวของสิ่งหนึ่งเช่นเดียวกัน

"เราเพียงได้ยินชื่อเสียงตัวเบามันล้ำเลิศ อยากสนทนาแลกเปลี่ยนความรู้สักครา สมควรเป็นประโยชน์ไม่น้อย"

นางส่งเสียงฮึในลำคอ ไม่เชื่อในสิ่งที่มันพูดเลยแม้สักคำเดียว นางมั่นใจยิ่ง บุรุษแซ่หลี่ต้องการสอบถามข่าวหนึ่งข่าวใดที่มีเพียงอี้ฟงล่วงรู้ ยังไม่แน่เป็นข่าวคราวเดียวกับที่นางต้องการ

นางหันหน้าไปทางอื่นค่อยกล่าวตอบปฏิเสธ "เราไม่ทราบมันอยู่ที่ใด หากเราทราบเราจะรุดไปสังหารมัน!"

ทั้งหมดตะลึงงันแล้ว นี่เป็นเหตุอันใด อี้ฟงใช่มีความแค้นใดต่อนาง

นางคล้ายคาดเดาได้ถึงความคิดทุกผู้ กล่าวสืบต่อเสียงเรียบเฉย

"คนผู้นี้ล่วงรู้ความลับมากเกินไป คนเราไม่สมควรล่วงรู้ความลับมากมาย มิเช่นนั้นหากแพร่งพราย ย่อมถูกสังหาร แม้ไม่ปริปาก ก็ยังคงถูกสังหาร"

นี่กลับเป็นความจริงยิ่ง คนผู้หนึ่งไม่อาจเก็บความลับมากมาย มีแต่คนตายจึงไม่อาจปริปาก

"ข้าไม่ให้ท่านสังหารมัน!"

"ท่านเอาสิ่งใดมาห้ามเรา?"

"หรือท่านที่แท้มีความลับใดมันกุมไว้ไม่ต้องการให้แพร่งพราย?"

คำถามนี้คล้ายถูกตรงใจนางยิ่ง นางหันมาจ้องตาบุรุษหนุ่มแซ่หลี่เขม็ง แววตานางแม้ยามบาดเจ็บยังคงสาดประกายเจิดจ้าเปี่ยมอำนาจ กระบี่ขลุ่ยหยกเองก็ไม่หลบตา มันย่อมทราบนางไม่ใช่ผู้ที่มันสมควรประมาท ทว่าหาได้กริ่งเกรงสักนิดไม่ มันย่อมมั่นใจในตนเองอยู่ไม่น้อย

นางไม่ตอบรับไม่ปฏิเสธ เพียงใช้สายตาสื่อแทนคำพูดจา บรรยากาศในห้องอึดอัดยิ่ง อีกสามผู้ที่เหลือไม่ทราบสมควรวางตัวเช่นไร

"เราพูดสิ่งใดย่อมไม่พูดเล่น หากเราพบมันก่อน เราจะสังหารมัน คิดหยุดยั้งเราท่านคงต้องพูดจาด้วยกระบี่แล้ว?"

"ที่แท้กระบี่ประกายแสงกลับไร้เหตุผลเช่นนี้ อย่าว่าแต่สารรูปท่านยังไม่อาจจับกระบี่มั่นคง เราจะให้เวลาท่านหนึ่งเดือน หนึ่งเดือนให้หลัง นอกประตูเมืองทิศตะวันตก เราจะรอท่านชี้แนะ"

"หนึ่งเดือนใยมิใช่ท่านเสาะพบอี้ฟงแล้ว? ยังคงออกไปตัดสินกับเราเช่นนี้ ประกันเราไม่อ้างเราบาดเจ็บไม่สมบูรณ์ ทั้งยังไม่แน่ท่านเอาชัยเราในสภาพนี้?"

เช่นนี้เท่ากับดูถูกมันแล้ว อี้ฟงถึงกับเลือดขึ้นหน้า หมายสั่งสอนเนียเสี่ยวฟงให้รู้จักเจียมตนสักครา

ขลุ่ยหยกในมือฟาดออกไวเท่าความคิด เสียงโครมคราหนึ่งดังสนั่น เป็นโต๊ะเตี้ยตัวหนึ่งแตกกระจาย เศษเล็กเศษน้อยพุ่งขึ้นในอากาศ เงาสีเขียวนับสิบสายยังพุ่งตามติดทุกเศษชิ้นไม่มีผิดพลาดแม้หนึ่งเดียว

เศษโต๊ะที่แตกกระจายทุกชิ้นตกถึงพื้น ต่างมีรอยทะลุอยู่ชิ้นละหนึ่ง เป็นกระบวนท่าแทงอันรวดเร็วของบุรุษหนุ่มแซ่หลี่ ที่เจาะทะลุให้พวกมันมีสภาพเช่นนี้ กระบวนท่าทั้งสองเมื่อครู่ต่อเนื่องว่องไว แม้นความเร็วระดับนี้ไม่นับเป็นใดต่อกระบี่ประกายแสงได้ ทว่าความแม่นยำและพลังทำลายไม่อาจดูแคลน

หากกระบี่ประกายแสงกล่าวไม่อาจดูแคลน ผู้ใดยังกล้าดูแคลนได้!

สีหน้านางยังคงเรียบเฉย แววตากลับหรี่ลง จับจ้องทุกท่วงท่า ประเมินความต่ำสูงของกระบี่ขลุ่ยหยกอย่างพินิจพิเคราะ

ที่ผ่านมาน้อยนักนางจะเห็นอยู่ในสายตา ครานี้นอกจากซือหม่าอี้เยี่ยน ยังมีบุรุษหนุ่มอีกผู้คู่ควรให้นางพิจารณาฝีมือ

เพียงนี้ย่อมเท่ากับมันได้รับการยอมรับจากนางแล้ว!

ทว่า ยอมรับกับกริ่งเกรงนับเป็นคนละเรื่องกัน หากคิดข่มขวัญนาง ฝีมือมากกว่านี้ยังนับว่าไม่พอ ไม่แน่ซือแป๋ของมันมาเองยังใช่ข่มนางกลัวหงอได้

"ท่านไม่ต้องการหนึ่งเดือน เช่นนั้นเป็นสองสัปดาห์ ระหว่างนี้เราอยู่โรงเตี๊ยมบุผผาแดง ไม่หลบ ไม่หนี ไม่มีผิดคำพูด"

พูดจบประสานมือคารวะผู้เฒ่าแซ่อี้คราหนึ่ง แล้วพลิ้วร่างจากไปในพริบตา

กำแพงสูงของคฤหาสมันกระโจนคราหนึ่ง ถีบเท้าคราหนึ่งก็ข้ามพ้น วิชาตัวเบาแม้ไม่รวดเร็วเท่าบินเดี่ยวพันลี้ ยังคงแคล่วคล่องเฉียบคมนัก

เสียงมันยังคงไล่หลังตามมาจากเบื้องนอกกำแพง

"ผู้เฒ่าแซ่อี้ ข้าพเจ้าติดค้างท่านอาหารหลายมื้อ ที่พักหลายคืน โต๊ะอีกหนึ่งตัว ภายหน้าย่อมทดแทน เนียโกวเนี้ย อีกสองสัปดาห์ หน้าประตูเมือง ทิศตะวันตก"



- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

edit @ 27 Apr 2008 11:23:31 by เป๋าเป่า