ตะวันคล้อยขอบฟ้า ราตรีแผ่เข้าปกคลุม ยามนี้มีเพียงแสงสว่างจากไฟโคม ไส้ตะเกียง และแสงจันทร์ กิ่งไม้ต้องลมส่ายไปมา ก่อเกิดเงาไหววูบวาบ ท่ามกลางเงาไม้ไหว เงามืดอีกสายหนึ่งวูบผ่านไปรวดเร็ว อึดใจเดียวไม่รู้วูบผ่านไปไกลเท่าไร ไกลห่างคฤหาสตระกูลอี้ออกไปเรื่อยๆ
เงาวูบหยุดลงบนหลังคาศาลเจ้าร้างนอกตัวเมือง กลับเป็นบุคคลผู้หนึ่ง
มันพลิ้วตัวพิสดาร ละลิ่วลงพื้นนุ่มนวลราวเดินลงขั้นบันใด ยามนี้แสงจันทร์กระจ่างต้องใบหน้า เผยให้เห็นสีหน้าไร้อารมณ์ของบุรุษหนุ่มอายุไม่เกินยี่สิบปีผู้หนึ่ง ใบหน้ารูปไข่ ตาเล็ก คิ้วโก่งเรียว จมูกเป็นสันพอได้รูป ริมฝีปากไม่ยิ้มแย้ม ไม่บึ้งตึง ประกอบเป็นรูปลักษณ์เฉพาะที่ผู้พบเห็นเพียงครั้งย่อมไม่มีวันลืม
บุคคลผู้นี้พลิ้วร่างทะยานดุจเหินบิน จากใจกลางเมืองถึงศาลเจ้าแห่งนี้เป็นระยะทางใช่น้อย กลับไม่มีเหงื่อหยดแม้สักเม็ด แม้แต่สีหน้า ลมหายใจมันยังไม่เปลี่ยนแปลง ตัวเบาของมันสมควรเข้าสู่ขั้นสุดยอดแล้ว
ทอดตาทั่วบู๊ลิ้ม สมควรมีผู้ตัวเบาระดับนี้ไม่เกินสิบคน หากผู้ที่มีความสำเร็จถึงระดับนี้ด้วยวัยเพียงไม่เกินยี่สิบ ย่อมมีเพียงบินเดี่ยวพันลี้ อี้ฟง ไม่มีผิดเพี้ยน
ที่แท้มันเองกลับอยู่ใกล้ยิ่ง!
มันเดินเข้าศาลเจ้าร้างไป ก่อไฟกองเล็ก แล้วนั่งลงข้างกองไฟนั่น
ซาลาเปาสองลูก หมั่นโถวอีกสองลูกถูกหยิบออกมาจากห่อผ้าที่มันพกพาไว้ ยามนี้เย็นชืดไร้รสชาติ แต่ยังพอใช้ประทังชีวิต
อี้ฟงถอนหายใจเหนื่อยหน่ายคราหนึ่ง สองวันที่แล้วมันยังดื่มกินสุขสำราญในโรงเตี๊ยมบุปผาแดงนั้น วันนี้กลับต้องค้างแรมซอมซ่อกินอาหารเย็นชืด
อันที่จริงทุกสิ่งล้วนอยู่ในการคาดคะเนของมันสิ้น ถึงกระนั้นก็ยังคงอดรู้สึกเหนื่อยหน่ายมิได้ สำหรับมันที่ได้สมญาตัวเบาอันดับหนึ่งในปัจจุบัน สมควรได้รับตำแหน่งจอมเบื่อหน่ายอันดับหนึ่งควบคู่ไปด้วย
กัดซาลาเปาคำหนึ่งแล้วหวนนึกถึงเรื่องราวเมื่อเดือนก่อนหน้า นับวันชีวิตของมันมีแต่จะวุ่นวายขึ้นเรื่อยๆ ท่องบู๊ลิ้มแม้น่าตื่นเต้นตามวิสัยคนหนุ่ม หากยิ่งนานยิ่งมากเรื่องราว รู้สึกตัวอีกครั้งยามนี้แม้แต่กระบี่ประกายแสงเนียเสี่ยวฟงยังต้องการตัวมัน
หวนนึกหนึ่งเดือนก่อน มันได้พบกับบุคคลที่กำลังโด่งดังในฐานะมือสังหารอันดับหนึ่งโดยบังเอิญ ครานั้นยิ้มสังหารกำลังดื่มกินเพียงลำพัง มันกลับล่วงรู้ฐานะตัวเบาอันดับหนึ่งของอี้ฟง เชื้อเชิญร่วมโต๊ะดื่มกิน
หากเป็นผู้อื่นคงเลี่ยงเผชิญหน้ากับยิ้มสังหารผู้นี้ ทว่าบินเดี่ยวพันลี้อี้ฟง ชั่วชีวิตทุ่มเทฝึกฝนวิชาตัวเบา ทอดตาทั่วหล้ายากหาทัดเทียม มันยังมั่นใจอยู่แปดเก้าส่วนหากต้องเผชิญหน้ากัน ต่อให้เป็นยิ้มสังหารก็ไม่อาจไล่มันทันได้ เช่นนั้นจึงได้ร่วมวงดื่มกินพูดคุยสนทนา
มันกลับพบว่าแท้จริงยิ้มสังหารผู้นี้รอบรู้ไม่เบา บุคลิกยิ่งโดดเด่น ยิ่งสนทนายิ่งออกรส คล้ายพบพานมิตรสหายรู้ใจ ลืมเลือนเรื่องมือสังหารอันดับหนึ่งไปสิ้น
ทว่าฤทธิ์สุราไม่แบ่งแยกชนชั้นสวะยอดฝีมือ ดื่มกินหลายป้านเข้าสัมปชัญญะย่อมถดถอย ยามมึนเมามันกลับพลั้งปากพูดสิ่งไม่สมควรออกไป ทว่าคู่สนทนากลับจำได้แจ่มชัด
ข่าวไม่สมควรพูดจา กลับพลั้งปากพูดไป คิดหยุดยั้งไม่กล่าวสืบต่อ คู่สนทนาก็ไม่ซักไซร้ หากเป็นซือเจ้ของมันต้องการซักไซร้ด้วยตนเอง ยามนี้นอกจากสำนึกเสียใจคาดว่าไม่อาจทำสิ่งอื่นได้
เรื่องราววิชาตัวเบาของมันร่ำลือจนออกจะเกินจริงไปแล้วในบู๊ลิ้ม หากอีกประการของมันก็โด่งดังไม่ด้อยกว่าวิชาตัวเบา นั่นคือมันยังนับเป็นหนึ่งในผู้รอบรู้กว้างขวางข่าวคราวบู๊ลิ้ม แซ่อี้ของมันทำให้ผู้คนเข้าใจมันกว้างขวางด้วยบารมีลุงของมัน กอปรกับตัวเบาอันดับหนึ่ง เรื่องราวใดในใต้หล้าย่อมไม่พ้นหูตา
อันที่จริงนี่เป็นความจริงอยู่นับหลายส่วน มันท่องเที่ยวไปทั่ว รวดเร็วกว่าคนทั่วไปหลายเท่า หูตามันยังปราดเปรียว ล่วงรู้เห็นเรื่องราวมากหลายที่เกิดขึ้น ข่าวใดออกจากปากมันเป็นอันประกันได้เก้าส่วนสิบส่วน ข้อเท็จจริงเรื่องยิ้มสังหารแท้จริงเป็นซือตี๋ของกระบี่ประกายแสงเนียเสี่ยวฟงมันย่อมรู้ชัด หากความลับบางประการเก็บไว้กับตัวยังเป็นประโยชน์กว่าแพร่งพราย ทั้งเหตุผลสลับซับซ้อน พูดไปใยมิใช่เสียเวลาเปล่า ซ้ำหาเรื่องใส่ตัว
ทว่ายามนี้มันย่อมแน่ชัด สิ่งใดมันบังเอิญหลุดให้ซือตี๋มัน เนียเสี่ยวฟงย่อมได้รับรู้ ผิดพลาดคราวนี้เพียงทำได้แค่รอนางสิ้นความพยายามติดตามมัน
ข่าวคราวนี้มันไม่อาจให้นางล่วงรู้ได้จริงๆ
หมั่นโถวเย็นชืดยามหิวโหยก็ยังคงให้ความรู้สึกโอชา มันกัดกินเพียงเงียบๆ เลิกคิดเรื่องราววุ่นวาย อันที่จริงมันรู้สึกเหนื่อยหน่ายยิ่งที่ต้องคิดอะไรมากมายในหัว นิสัยมันชมชอบอะไรง่ายๆ เรื่องราววุ่นวายเป็นมันบังเอิญล่วงรู้ หาได้อยากมีส่วนร่วมไม่
เสร็จสิ้นจากอาหาร มันขยับตัวจะหาที่นอนให้สบาย พลันแว่วเสียงไม่ชอบมาพากลกระทบโสตเฉียบคมของมัน สะบัดมือวูบหนึ่งกองไฟดับสนิทลง ถีบเท้าเพียงเบาอีกครั้งก็พาร่างพลิ้วกายวูบหายออกจากศาลเจ้าร้างไปทางต้นเสียงในบัดดล
ติดตามสุ้มเสียงออกไปไม่ไกล พบกลุ่มคนน่าสงสัยแต่งกายมิดชิด ประชุมหารือลับๆล่อๆเวลาเช่นนี้ย่อมไม่ใช่เรื่องดี มันหลบซ่อนบนต้นไม้เงียบงัน ย่อมไม่มีแม้แต่ผู้เดียวทันรับรู้ได้ถึงการมาของตัวเบาอันดับหนึ่ง ความสามารถมันย่อมสมควรแก่ชื่อเสียงแล้ว
เสียงชายหนึ่งในกลุ่มคนกล่าวขึ้นแผ่วเบา
"สายเรารายงาน ยามนี้มันพักอยู่ที่บุปผาแดง อยู่ในห้องเพียงลำพังที่ชั้นสอง ซ้ายมือสุด ไม่ลงมือยามนี้คาดว่าไม่มีโอกาสที่ดีกว่า"
อีกเสียงเจือแววไม่มั่นใจตอบคำ
"โรงเตี๊ยมนั่นผู้คนร้อยแปด หุนหันลงมือ คาดว่าได้ไม่คุ้มเสีย ลำพังฝีมือนางยังไม่อาจดูแคลน มิสู้รอกำลังเสริม"
ชายคนแรกส่ายหน้าตอบหนักแน่น
"คิดทำการใหญ่ใจต้องนิ่ง ไม่เสี่ยงครานี้อย่าหมายจับกุมนาง อาศัยช่วงเวลาพักผ่อนคลายความระแวดระวัง ลงมือเหนือคาดหมาย โอกาสสำเร็จย่อมมากกว่า"
จากความมืดยามนี้ อี้ฟงย่อมไม่อาจเห็นชัดถนัดตา เพียงคะเนได้ว่ากลุ่มคนลึกลับมีราวห้าหกคน ต่างปิดหน้าปิดตามิดชิด เป้าหมายมันย่อมเป็นผู้หนึ่งที่พักในโรงเตี๊ยมบุปผาแดงนั้น กลับไม่อาจคาดเดาพวกมันคิดเล่นงานผู้ใด
พวกมันพูดถกเถียงอีกสองสามประโยค คล้ายได้ข้อตกลง ทุกผู้เปลี่ยนเป็นตื่นตัวเตรียมพร้อม เสร็จแล้วทะยานร่างไปในเงาราตรีโดยพร้อมเพรียง เป้าหมายคือโรงเตี๊ยมบุปผาแดง
หากพวกมันย่อมไม่อาจล่วงรู้ ยังมีอีกเงาไหววูบ เหินทะยานตามติดพวกมัน!
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
ยามดึกสงัดเงียบเชียบ ผู้คนส่วนใหญ่คล้ายได้เวลาเตรียมเข้านอน กลับมีอีกผู้ยังตื่นตัว
ประตูคฤหาสตระกูลอี้เปิดออกแช่มช้า ผู้ก้าวออกมาแบกถังไม้ใหญ่สองสามถัง หนึ่งในนั้นบรรจุเสื้อผ้ามากมายแทบล้มทับตัวมัน
มันแม้เดินยากลำบาก ท่าทางกลับคุ้นเคยราวเป็นเรื่องปกติ ค่อยๆมุ่งหน้าไปสู่แม้น้ำใกล้ๆเพียงลำพัง
แสงจันทร์กระจ่างปราศจากเมฆหมอก หิมะละลายไปแล้วหลายส่วน ยังทรงกายง่ายกว่ายามเย็นที่ผ่านมา น้ำนองคงค้างอยู่บ้างบนพื้นถนน สะท้อนแสงจันทร์เป็นประกายวิบวับ เช่นเดียวกับเรือนผมของผู้เดินทาง ผมยาวสีเงินยวงนั้นยามนี้เพียงมัดหลวมๆปล่อยทิ้งตัวลงกลางหลัง สะท้อนล้อแสงจันทร์แข่งกับแอ่งน้ำนอง ยังงดงามกว่าภาพวาดของศิลปินมือเอก
ข้าวของหนักใหญ่พะรุงพะรัง ผู้แบกร่างบอบบาง กลับใช้เวลาไม่นานบรรลุถึงที่หมาย
มันจัดวางถังต่างๆและไม้กระดานสำหรับซักผ้าเตรียมพร้อม จากนั้นจึงลงมือซักเสื้อผ้าจำนวนมากมายทีละตัวอย่างกระฉับกระเฉง
คนผู้นี้คือเสี่ยวอิง เสี่ยวเอ้อผมเงินผู้นั้นเอง
มันยิ่งซักยิ่งถนัดมือ ไม่นานเสื้อผ้ากว่าครึ่งก็สะอาดเอี่ยม คาดว่าอีกครึ่งชั่วยามคงได้นำทั้งหมดกลับไปตากภายในตัวคฤหาส
อากาศหนาวเย็นมันกลับยังต้องปาดเหงื่อคราหนึ่ง เสื้อผ้ามากมายขนาดนี้ต้องใช้เรี่ยวแรงไม่น้อย อย่าว่าแต่มันเพียงเป็นบุรุษบอบบางผู้หนึ่งเท่านั้น
มันเอื้อมไปหยิบถังตักน้ำในแม่น้ำอีกครา กลับสังเกตุเห็นเงาผิดปกติสะท้อนบนผิวน้ำ หันกลับไปมองจึงพบดรุณีสะสวยผู้หนึ่งยืนกอดอกขมวดคิ้วจับจ้องมันขุ่นเคือง
"คุณ....หนู...."
มันก้มหน้าไม่กล้าสบตาคู่งามของคุณหนูแซ่อี้ ทราบดีคราวนี้มันถูกตำหนิแน่แล้ว
"ท่านไม่ต้องหลบตาข้าพเจ้า ลองชี้แจงเหตุผลดีดีสักข้อที่คนป่วยไม่ยอมหลับนอนออกมาตากน้ำค้างยามวิกาลเช่นนี้ให้ข้าพเจ้าฟังดู"
น้ำเสียงนางแง่งอนนัก เสี่ยวอิงได้แต่ก้มหน้างุดไม่กล้าตอบคำ แม้แต่สบตาตามนางสั่งยังไม่กล้า
"เสี่ยวอิง ใยท่านชอบทำอะไรเกินตัวนัก? คราก่อนหรือไม่ใช่ท่านโหมทำงานไม่หลับไม่นอนจึงได้ป่วยไข้ไม่สบาย? งานเช่นนี้คนของเรามีมากมาย ใยต้องให้คนป่วยเช่นท่านลำบากลำบน? อย่าว่าแต่นี่ไม่ใช่หน้าที่รับผิดชอบของท่านเสียด้วยซ้ำ"
น้ำเสียงนางครานี้แฝงความห่วงใยแปดเก้าส่วน แม้ผู้คนไม่เกี่ยวข้องบังเอิญได้ยิน ยังสามารถบอกได้นางรู้สึกไม่ธรรมดาต่อเสี่ยวอิงผู้นี้ กลับเป็นเจ้าตัวที่ไม่เคยรับทราบ มันเพียงเข้าใจคุณหนูแซ่อี้ดีต่อมันยิ่ง และสิ่งที่มันทำได้เพียงทำงานตอบแทนบุญคุณ
"ผู้น้อยแข็งแรงขึ้นแล้ว นายท่านและคุณหนูให้การดูแลอย่างดี ซ้ำให้พักผ่อนหลายวัน ผู้น้อยรู้สึกตนเองเกียจคร้านไม่สบายใจ งานเล็กน้อยเช่นนี้สมควรแบ่งเบาไปบ้าง ไม่เช่นนั้นย่อมเสียทีอาศัยข้าวบ้านคุณหนูประทังชีวิต"
ท่าทีมันนอบน้อมจริงใจนัก คุณหนูแซ่อี้ครานี้กลับไม่อาจฝืนปั้นหน้าบึ้งตึงใส่มันแล้ว
"เอาเถิด ข้าพเจ้าใช่ไม่รู้ว่าท่านเป็นคนเช่นไร ครึ่งปีที่ผ่านมาท่านทำงานหนักกว่าคนอื่นเกินเท่าตัวอย่านึกว่าข้าพเจ้าและบิดาไม่ล่วงรู้ ท่านนอนทีหลังทุกผู้ ยังตื่นเช้ากว่าใคร ยังมีผู้ใดว่าท่านเกียจคร้าน?"
นางสืบเท้าเดินเข้าหา นั่งยองลงข้างๆมัน คนหนึ่งผมสีเงิน คนหนึ่งผมดำขลับ ต่างเงางามสะท้อนแสงจันทร์ แม้ต่างฐานะกลับแลดูเข้ากันดียิ่ง
"มา ให้ข้าพเจ้าช่วยเหลือท่านอีกแรง" พูดจบยื่นมือหยิบเสื้อผ้าขึ้นตัวหนึ่งจากถังใหญ่
เสี่ยวอิงถึงกับละล่ำละลัก ยื้อแย่งเสื้อจากมือนาง ยืนกรานไม่ให้นางช่วยท่าเดียว
"งานหยาบเช่นนี้ให้คุณหนูทำไม่ได้เด็ดขาด! นายท่านย่อมตำหนิผู้น้อยหากปล่อยให้มือคุณหนูต้องหยาบกร้านไป นี่เหลืออีกเพียงครึ่งเท่านั้น ผู้น้อยเพียงคนเดียวสามารถจัดการได้สบาย คุณหนูโปรดอย่าลำบากเลย"
พูดจบเร่งมือซักเสื้อผ้าที่เหลือขยันขันแข็ง คุณหนูแซ่อี้ก็ไม่ได้ขัดขืนหรือกล่าวใดสืบต่อ เพียงนั่งลงมองดูมันทำงาน สีหน้าแย้มยิ้มเคลิบเคลิ้ม ย่อมแน่ชัดนางบังเกิดความปรารถดีต่อมัน หากยังคงเป็นเจ้าตัวที่ไม่แม้แต่จะเคยฉุกใจคิด
ไม่นานเสื้อผ้าซักสะอาดก็ถูกเก็บใส่ถังอีกครั้ง น้ำหนักย่อมมากขึ้นด้วยเป็นผ้าเปียก หากมันยังคงไม่ยอมให้คุณหนูแซ่อี้ช่วยถือแม้แต่ถังเดียว
บุรุษสตรีเดินเคียงคู่ยามราตรี ต่างคนต่างมีท่าทีผ่อนคลาย บุรุษมัวใส่ใจระมัดระวังเสื้อผ้ากองใหญ่ที่ตนประคอง ย่อมไม่สังเกตุสตรีสีหน้าแดงเรื่อ หัวใจพองโต
ไม่นานกลับถึงตัวคฤหาส เสี่ยวอิงขอตัวไปตากเสื้อผ้าทั้งหมด ให้สัญญาว่าจะนอนยาวไม่ฝืนตื่นเช้า คุณหนูแซ่อี้จึงยอมกลับห้องนอนโดยดี
"ท่านต้องพักผ่อนให้มาก ข้าพเจ้าเอ่ยปากขอท่านพ่อไว้ ท่านหายดีเมื่อไรเราจะไปเที่ยวพักผ่อนกันที่บ้านตากอากาศชานเมือง ดังนั้นท่านต้องรีบหายดีโดยไว จะได้พาข้าพเจ้าไปเที่ยว"
นางกล่าวแย้มยิ้มก่อนจะหันกลับไปสู่ห้องนอนด้วยหัวใจเบิกบาน
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
edit @ 30 Jan 2008 11:49:36 by เป๋าเป่า