อี้ฟงลอบติดตามกลุ่มชายลึกลับไปยังโรงเตี๊ยมบุปผาแดง ด้วยตัวเบามันสมควรรุดหน้าไปได้หลายช่วง ทว่ามันเพียงลอบดูความเคลื่อนไหวอยู่ห่างไปด้านหลัง สังเกตุการห่างๆ ไม่บุ่มบ่ามลงมือ
ยามนี้มันจึงเห็นชัด ทั้งหมดมีห้าคน ล้วนมีตัวเบาไม่ต่ำทราม เคลื่อนไหวพร้อมเพรียง สมควรผ่านการฝึกปรือมาอย่างเข้มงวด
ถึงทางแยกหนึ่ง เงาร่างหนึ่งสายแยกออกจากกลุ่ม หายลับไปอีกทาง ทั้งสี่ที่เหลือยังคงมุ่งหน้าสู่บุปผาแดง ฝีเท้าทั้งสี่คู่ยิ่งทียิ่งเร่งร้อน อี้ฟงกลับพลิ้วร่างสบายๆตามติดอยู่เบื้องหลัง
แท้ที่จริงบุคคลเช่นมันไม่นิยมสอดมือเรื่องชาวบ้าน ทว่ากลุ้มรุมสี่ต่อหนึ่ง ซ้ำจู่โจมทีเผลอ ย่อมมิใช่วิสัยค่ายสำนักฝ่ายธรรมะ หากเรื่องคราวนี้เป็นเหล่าอธรรมสะสางกันเอง มันย่อมชมดูอยู่เพียงห่างๆ ทว่าหากเป็นชาวยุทธคุณธรรมถูกปองร้ายด้วยวิธีสกปรก จะอย่างไรมันไม่อาจดูดาย
จากบทสนทนาที่ได้รับฟัง เป้าหมายพวกมันครานี้สมควรเป็นสตรีฝีมือพอตัว คนดังว่านี้แม้มีไม่มากมาก แต่ก็มิใช่จำนวนเพียงหยิบมือ มันเพียงหวังมิใช่บุคคลที่มันคาดคิด มิเช่นนั้นมันย่อมตกในสถานการณ์ลำบากแล้ว
ครุ่นคิดเพียงครู่ รู้สึกตัวอีกครามันได้อยู่ในระยะสามหลังคาห่างจากโรงเตี๊ยมบุปผาแดงแล้ว คนทั้งสี่ยิ่งอยู่ใกล้กว่ามัน ยามนี้หลายห้องชั้นสองยังสว่างไสว เงาคนไหววูบลอดผ่านหน้าต่าง พวกมันทั้งสี่ไม่ต้องรอสัญญาณ ไม่เพียงไม่ชะงักฝีเท้า กลับยิ่งพุ่งทะยานสุดตัว ทลายหน้าต่างเข้าไปพร้อมเพรียง
ทว่าสิ่งที่รออยู่กลับเป็นคมกระบี่เยือกเย็นเสียบทะลุศรีษะหนึ่งในพวกมัน ตายคาที่!
หนึ่งกระบี่แลกหนึ่งชีวิต เป้าหมายของพวกมันยังมีฝีมือสูงล้ำเกินกว่าจินตนาการของพวกมันมากมายนัก หมายลอบจู่โจมไม่ทันตั้งตัว ผู้เสียชีวิตไม่ทันรู้ตัวกลับเป็นพวกมันเอง
สายตาเย็นเยียบจับจ้องมองคนทั้งสามที่เหลือรอดอย่างดูแคลน นางสะบัดกระบี่คราหนึ่ง หยาดโลหิตติดกระบี่พลันกระจายลงไปยังร่างของหนึ่งในพวกมันที่ยามนี้เหลือเพียงร่างไร้วิญญาณแล้ว
ทั้งสามต้องลอบร้องอุทานดังอา ดรุณีผู้นี้ยังคงสวมใส่อาภรแดงทะมัดทะแมง ท่วงท่าคล้ายรอคอยการมาของพวกมันอยู่แล้ว นี่สมควรหมายความว่าอย่างไร หรือว่าข่าวคราวของพวกมันถูกล่วงรู้เห็น
อันที่จริงนางไม่รู้เห็น เพียงนิสัยนางระแวดระวังรอบคอบนัก ยามนอนสูงยังนอนคว่ำ นอนต่ำย่อมนอนหงาย สังเกตุความเปลี่ยนแปลงรอบข้าง แต่งกายพร้อมทุกสถานการณ์ตลอดเวลา ประสาทรับรู้นางยิ่งถูกขัดเกลาเฉียบคม พวกมันแม้ตัวเบามิใช่ชั่ว ยังไม่อาจพ้นโสตประสาทนาง
ยามพวกมันห่างไปได้ระยะสองหลังคานางก็รับรู้ถึงการมาของพวกมันแล้ว!
ทั้งหมดย่อมอยู่ภายใต้ทัศนวิสัยของบินเดี่ยวพันลี้อี้ฟง มันอดลอบระบายลมหายใจหนักหน่วงมิได้ กลับเป็นคนที่มันสังหรณ์ไว้ เป้าหมายกลุ่มชายชุดดำเป็นนางจริงๆ เป็นกระบี่ประกายแสง เนีย เสี่ยว ฟง!
ผู้เหลือรอดทั้งสามทราบว่าตนผิดท่าแล้ว ไม่ต้องมีการให้สัญญาณ ทุกผู้ต่างพลิ้วร่างหลบหนีออกจากที่นั้นทันที
กระบี่ประกายแสงก็ไม่พูดพร่ำใด ทะยานตามติด ทั้งคนทั้งกระบี่ทะยานฝ่าราตรีเป็นเงาสายหนึ่ง รวดเร็วยิ่งกว่าบุรุษทั้งสาม กลับต้อนพวกมันไปบนหลังคาถัดจากโรงเตี๊ยม
นางไม่คิดสอบถามเรื่องราวใด นิสัยนางลงมือก่อน พูดจาภายหลัง เพียงกระบวนท่านี้ของนางบุรุษทั้งสามย่อมได้รับทราบแล้วถึงความเหลื่อมล้ำต่ำสูงพลังฝีมือ ตัวเบาของนางยังยากยิ่งพวกมันหลบหนีหลุดพ้น
แม้แต่อี้ฟงยังต้องลอบชมเชยในใจ ตัวเบาของนางช่างส่งเสริมกระบวนท่ากระบี่ของนางยิ่ง ตัวเบาของมันเองแผ่วพลิ้วแคล่วคล่อง เหินทะยานมิรู้เหน็ดเหนื่อย ตัวเบาของนางกลับเฉียบคม ว่องไว พุ่งทะยานได้ระยะโจมตีเหมาะสม จัดเป็นตัวเบาแนวทางเดียวกับก้าวดาราของกระบี่ขลุ่ยหยกหลี่อี้อวี้
บุรุษชุดดำทั้งสามทราบดีมันยากหลบหนีพ้นฝีเท้านาง เช่นนั้นหยุดฝีเท้า หันเผชิญหน้าตั้งค่ายกล อาศัยสามรุมหนึ่งเข้ากลุ้มรุมนาง
ทั้งสามใช้อาวุธจำพวกดาบสั้น ยาวเพียงไม่ถึงสองเชี๊ยะเท่านั้น ประกายดาบต้องแสงจันทร์เป็นสีครามเรือง ชี้ชัดฉาบพิษร้ายแรง พวกมันใช้อาวุธอำมหิตเช่นนี้ย่อมไม่มีเรื่องพูดคุยกับนาง เป้าหมายย่อมเป็นจับตาย มิใช่จับเป็น
ดาบสามเล่มฉวัดเฉวียนว่องไว ปิดคลุมช่องทางจู่โจม ยังยากยิ่งจะหลบหนี การเคลื่อนไหวสอดประสาน พวกมันสมควรผ่านการฝึกฝนมามิใช่น้อยจริงๆ
กระบี่ประกายแสงแค่นเสียงเฮอะ เปลี่ยนท่าจับกระบี่ เลื่อนมือขวาจับกระบี่สุดปลายด้าม เกร็งสามนิ้ว ผ่อนสองนิ้ว ผ่อนไหล่ลู่สบาย สายตาหรุบต่ำ
ทั้งสามย่อมไม่เข้าใจท่วงท่านี้ ยังคงร่ายรำสามดาบเข้ากลุ้มรุมรัดกุม มีเพียงอี้ฟงเท่านั้นที่ทราบว่านางกำลังทำสิ่งใด
เหงื่อเย็นเยียบผุดพรายหน้าผากบินเดี่ยวพันลี้อย่างไม่รู้ตัว มันทราบดี นางกำลังตั้งท่าเตรียมพร้อมกระบวนท่าสูงส่งที่ซือแป๋ของนางครั้นก่อนนั้นทุ่มเทคิดค้นเพื่อสลายค่ายกระบี่เจ็ดดาวของบู๊ตึง ที่แท้นางกลับมีความสำเร็จถึงขั้นนี้!
บุรุษทั้งสามเห็นนางไม่ขยับกาย ได้ทีจู่โจมพร้อมเพรียง เสียงแหวกอากาศอื้ออึง พิษร้ายส่องประกายสีครามเข้ม โดนแม้เพียงสะกิด สมควรได้ไปเยี่ยมยมโลก
ฉับพลันเนียเสี่ยวฟงเบิกตาโพลง ประกายตาเจิดจ้า พลังสมาธินางสูงเยี่ยมยิ่ง ข้อมือนางหมุนวนวาดกระบี่เป็นวงกลมวงแล้ววงเล่า บ้างใหญ่บ้างเล็ก ทว่าจำนวนนับไม่ถ้วน ก่อเกิดประกายแสงใหญ่น้อยวูบวาบขึ้นห่อคลุมร่างนาง
ข้อมือหมุนไม่หยุดยั้ง บังเกิดประกายกระบี่วูบวาบละลานตา กลับเข้าคุกคามอาวุธของทุกผู้ ทั้งหยุ่นเยียบ พัวพัน ไม่ทันรู้สึกตัวดาบประสานทั้งสามก็อยู่ใต้การควบคุมของเงากระบี่นั้น
นี่เป็นกระบวนท่าแนวทางอ่อนหยุ่น ครั้งนั้นซือแป๋มันใช้กระบวนท่านี้สยบค่ายกระบี่เจ็ดดาวบู๊ตึง ยังได้รับคำชมเชยเป็นกระบี่อ่อนโยนพิสุทธิ์กระบวนท่าหนึ่ง เจ้าสำนักบู๊ตึงยังต้องชื่นชมจากใจ ไม่เพียงไม่ถือโกรธทำสำนักเสียหน้า ยังตั้งชื่อให้กระบวนท่านี้ตามลักษณะเงาประกายกระบี่เป็นดวงๆนับร้อยพันว่า กระบวนท่า "คืนหมื่นหิ่งห้อย"
อี้ฟงชมดูจนตะลึงลานแล้ว หลังจากครั้งใช้ออกบนเขาบู๊ตึงซัว กระบวนท่านี้ก็สาบสูญ ไม่เคยปรากฏอีกครั้ง ผู้ใดจะคาดคิดดรุณีอายุเพียงไม่ถึงยี่สิบปีกลับสำเร็จกระบวนท่าสูงส่ง
ค่ายดาบสามประสานของบุรุษทั้งสามนี้ย่อมไม่อาจเทียบชั้นค่ายกลห้าธาตุ แปดประตู ยิ่งไม่นับเป็นอันใดได้เมื่อเทียบกับค่ายกระบี่เจ็ดดาวบู๊ตึง เพียงนางตวาดคราหนึ่ง ดาบสามเล่มก็ลอยลิ่วขึ้นสู่ท้องฟ้ายามราตรี แล้วตกลงแทบเท้านางนั่นเอง
ประกายกระบี่จากท่วงท่าแรกยังไม่คลาย ท่วงท่าต่อมาก็บรรลุถึง ประกายกระบี่จากหยุ่นเยียบแปรเปลี่ยนเป็นแข็ง กร้าว เพลงกระบี่นางสมชื่อประกายแสง พริบตาเสื้อผ้าชายชุดดำทั้งสามขาดวิ่น แผลเหวอะวะทั่วร่าง มันทั้งสามยังไม่ส่งเสียงร้องโอดโอย
มันสามสบตากันวูบ สองในสามถลันกายใช้มือเปล้าเข้าจับกระบี่เนียเสี่ยวฟง ยามนี้ปราศจากอาวุธ มันสองยังใช้ร่างเลือดเนื้อเข้าบดบัง หมายให้เพื่อนเหลือรอดไปสักคนยังดีกว่าตกตายสิ้น มาตรว่าเป็นศัตรูยังต้องชมเชยการเตรียมใจมัน
ทว่าคู่มือของพวกมันเป็นเนียเสี่ยวฟง กระบี่ประกายแสงผู้นี้ นับจำนวนผู้คนที่นางสังหาร ยังอาจมากกว่ายิ้มสังหารซือหม่าอี้เยี้ยน คนบาดเจ็บปราศจากอาวุธสองคน อย่าหมายหยุดยั้งนางได้เกินอึดใจ
สองบุรุษย่อมเข้าใจนางเป็นสตรี สมควรมีพละกำลังจำกัด มันสองจะอย่างไรยื้อยุดพัวพัน กว่านางจะสลัดหลุดได้อีกคนคงไปไกลแล้ว
มันสองกลับเข้าใจผิดไปเช่นเดียวกับมีดเงินภู่กันเหล็ก เป็นความผิดพลาดที่ได้เพียงไปสำนึกในยมโลก
เนียเสี่ยวฟงประกายตาเจิดจ้า ตวาดคราหนึ่ง ตวัดฟันแขนสี่ข้างขาดเป็นท่อนๆทั้งเลือดเนื้อถึงกระดูก
อี้ฟงลองมองดูอยู่ไม่ห่าง ต้องถึงกับเอามือปิดปากตนเอง นางขึ้นชื่อเป็นศิษย์ยอดฝีมือคุณธรรมอันดับหนึ่ง แต่ละกระบี่ใช้ออกกลับอำมหิตไร้ปราณีนัก
กระบวนท่านี้ยังบ่งบอกชัด ไม่เพียงกระบี่นางรวจเร็วดุจประกายแสง ยามอ่อนหยุ่นรัดรึงพัวพัน ยามแกร่งกร้าวยังสามารถเฉือนเลือดเนื้อสะบั้นกระดูก ในหมู่ยอดฝีมือยุคใหม่ยังยากหาผู้ใดรับมือนาง
อี้ฟงยามนี้แน่ชัดแล้ว นางสมควรเป็นศิษย์พี่ซือหม่าอี้เยี้ยน ยิ้มสังหาร ผู้นั้นจริงๆ
นางสะบัดกระบี่คราหนึ่ง โลหิตติดอยู่ก็กระเด็นหลุดจากกระบี่ สองบุรุษถูกแทงทะลุคอหอยตายคาที่ นอนนิ่งไม่ไหวติงอยู่แทบเท้านาง
เนียเสี่ยวฟงแค่นเสียงเฮอะคราหนึ่ง นางพลันถีบเท้าพุ่งทะยานดุจสายฟ้า ตามติดไปทิศทางที่ชายชุดดำอีกผู้หลบหนี
อี้ฟงยามนี้ลังเลยิ่งนัก มันยิ่งย้ำกับตัวเองหนักแน่น ข่าวคราวที่มันพยายามปิดบัง นางไม่สมควรล่วงรู้จริงๆ คราวนี้หากติดตามไป บังเอิญถูกนางพบเห็น เรื่องราวสมควรไม่จบโดยง่ายดาย ทว่ามันคาดเดา บุรุษหนึ่งในห้าที่แยกทางไปแต่ต้น สมควรมุ่งไปเรียกรวมกำลังเสริม เนียเสี่ยวฟงบุ่มบ่ามติดตามไปอาจเป็นกับดัก เช่นนั้นมันสมควรดูดายหรือไม่
มันถึงกับต้องทอดถอนให้หนักหน่วงกับตัวมันเอง จะอย่างไรมันไม่อาจจากไปในลักษณะนี้ ยังคงติดตามทั้งหมดไปอย่างเงียบเชียบ
ยามนี้มันจึงเห็นชัด ทั้งหมดมีห้าคน ล้วนมีตัวเบาไม่ต่ำทราม เคลื่อนไหวพร้อมเพรียง สมควรผ่านการฝึกปรือมาอย่างเข้มงวด
ถึงทางแยกหนึ่ง เงาร่างหนึ่งสายแยกออกจากกลุ่ม หายลับไปอีกทาง ทั้งสี่ที่เหลือยังคงมุ่งหน้าสู่บุปผาแดง ฝีเท้าทั้งสี่คู่ยิ่งทียิ่งเร่งร้อน อี้ฟงกลับพลิ้วร่างสบายๆตามติดอยู่เบื้องหลัง
แท้ที่จริงบุคคลเช่นมันไม่นิยมสอดมือเรื่องชาวบ้าน ทว่ากลุ้มรุมสี่ต่อหนึ่ง ซ้ำจู่โจมทีเผลอ ย่อมมิใช่วิสัยค่ายสำนักฝ่ายธรรมะ หากเรื่องคราวนี้เป็นเหล่าอธรรมสะสางกันเอง มันย่อมชมดูอยู่เพียงห่างๆ ทว่าหากเป็นชาวยุทธคุณธรรมถูกปองร้ายด้วยวิธีสกปรก จะอย่างไรมันไม่อาจดูดาย
จากบทสนทนาที่ได้รับฟัง เป้าหมายพวกมันครานี้สมควรเป็นสตรีฝีมือพอตัว คนดังว่านี้แม้มีไม่มากมาก แต่ก็มิใช่จำนวนเพียงหยิบมือ มันเพียงหวังมิใช่บุคคลที่มันคาดคิด มิเช่นนั้นมันย่อมตกในสถานการณ์ลำบากแล้ว
ครุ่นคิดเพียงครู่ รู้สึกตัวอีกครามันได้อยู่ในระยะสามหลังคาห่างจากโรงเตี๊ยมบุปผาแดงแล้ว คนทั้งสี่ยิ่งอยู่ใกล้กว่ามัน ยามนี้หลายห้องชั้นสองยังสว่างไสว เงาคนไหววูบลอดผ่านหน้าต่าง พวกมันทั้งสี่ไม่ต้องรอสัญญาณ ไม่เพียงไม่ชะงักฝีเท้า กลับยิ่งพุ่งทะยานสุดตัว ทลายหน้าต่างเข้าไปพร้อมเพรียง
ทว่าสิ่งที่รออยู่กลับเป็นคมกระบี่เยือกเย็นเสียบทะลุศรีษะหนึ่งในพวกมัน ตายคาที่!
หนึ่งกระบี่แลกหนึ่งชีวิต เป้าหมายของพวกมันยังมีฝีมือสูงล้ำเกินกว่าจินตนาการของพวกมันมากมายนัก หมายลอบจู่โจมไม่ทันตั้งตัว ผู้เสียชีวิตไม่ทันรู้ตัวกลับเป็นพวกมันเอง
สายตาเย็นเยียบจับจ้องมองคนทั้งสามที่เหลือรอดอย่างดูแคลน นางสะบัดกระบี่คราหนึ่ง หยาดโลหิตติดกระบี่พลันกระจายลงไปยังร่างของหนึ่งในพวกมันที่ยามนี้เหลือเพียงร่างไร้วิญญาณแล้ว
ทั้งสามต้องลอบร้องอุทานดังอา ดรุณีผู้นี้ยังคงสวมใส่อาภรแดงทะมัดทะแมง ท่วงท่าคล้ายรอคอยการมาของพวกมันอยู่แล้ว นี่สมควรหมายความว่าอย่างไร หรือว่าข่าวคราวของพวกมันถูกล่วงรู้เห็น
อันที่จริงนางไม่รู้เห็น เพียงนิสัยนางระแวดระวังรอบคอบนัก ยามนอนสูงยังนอนคว่ำ นอนต่ำย่อมนอนหงาย สังเกตุความเปลี่ยนแปลงรอบข้าง แต่งกายพร้อมทุกสถานการณ์ตลอดเวลา ประสาทรับรู้นางยิ่งถูกขัดเกลาเฉียบคม พวกมันแม้ตัวเบามิใช่ชั่ว ยังไม่อาจพ้นโสตประสาทนาง
ยามพวกมันห่างไปได้ระยะสองหลังคานางก็รับรู้ถึงการมาของพวกมันแล้ว!
ทั้งหมดย่อมอยู่ภายใต้ทัศนวิสัยของบินเดี่ยวพันลี้อี้ฟง มันอดลอบระบายลมหายใจหนักหน่วงมิได้ กลับเป็นคนที่มันสังหรณ์ไว้ เป้าหมายกลุ่มชายชุดดำเป็นนางจริงๆ เป็นกระบี่ประกายแสง เนีย เสี่ยว ฟง!
ผู้เหลือรอดทั้งสามทราบว่าตนผิดท่าแล้ว ไม่ต้องมีการให้สัญญาณ ทุกผู้ต่างพลิ้วร่างหลบหนีออกจากที่นั้นทันที
กระบี่ประกายแสงก็ไม่พูดพร่ำใด ทะยานตามติด ทั้งคนทั้งกระบี่ทะยานฝ่าราตรีเป็นเงาสายหนึ่ง รวดเร็วยิ่งกว่าบุรุษทั้งสาม กลับต้อนพวกมันไปบนหลังคาถัดจากโรงเตี๊ยม
นางไม่คิดสอบถามเรื่องราวใด นิสัยนางลงมือก่อน พูดจาภายหลัง เพียงกระบวนท่านี้ของนางบุรุษทั้งสามย่อมได้รับทราบแล้วถึงความเหลื่อมล้ำต่ำสูงพลังฝีมือ ตัวเบาของนางยังยากยิ่งพวกมันหลบหนีหลุดพ้น
แม้แต่อี้ฟงยังต้องลอบชมเชยในใจ ตัวเบาของนางช่างส่งเสริมกระบวนท่ากระบี่ของนางยิ่ง ตัวเบาของมันเองแผ่วพลิ้วแคล่วคล่อง เหินทะยานมิรู้เหน็ดเหนื่อย ตัวเบาของนางกลับเฉียบคม ว่องไว พุ่งทะยานได้ระยะโจมตีเหมาะสม จัดเป็นตัวเบาแนวทางเดียวกับก้าวดาราของกระบี่ขลุ่ยหยกหลี่อี้อวี้
บุรุษชุดดำทั้งสามทราบดีมันยากหลบหนีพ้นฝีเท้านาง เช่นนั้นหยุดฝีเท้า หันเผชิญหน้าตั้งค่ายกล อาศัยสามรุมหนึ่งเข้ากลุ้มรุมนาง
ทั้งสามใช้อาวุธจำพวกดาบสั้น ยาวเพียงไม่ถึงสองเชี๊ยะเท่านั้น ประกายดาบต้องแสงจันทร์เป็นสีครามเรือง ชี้ชัดฉาบพิษร้ายแรง พวกมันใช้อาวุธอำมหิตเช่นนี้ย่อมไม่มีเรื่องพูดคุยกับนาง เป้าหมายย่อมเป็นจับตาย มิใช่จับเป็น
ดาบสามเล่มฉวัดเฉวียนว่องไว ปิดคลุมช่องทางจู่โจม ยังยากยิ่งจะหลบหนี การเคลื่อนไหวสอดประสาน พวกมันสมควรผ่านการฝึกฝนมามิใช่น้อยจริงๆ
กระบี่ประกายแสงแค่นเสียงเฮอะ เปลี่ยนท่าจับกระบี่ เลื่อนมือขวาจับกระบี่สุดปลายด้าม เกร็งสามนิ้ว ผ่อนสองนิ้ว ผ่อนไหล่ลู่สบาย สายตาหรุบต่ำ
ทั้งสามย่อมไม่เข้าใจท่วงท่านี้ ยังคงร่ายรำสามดาบเข้ากลุ้มรุมรัดกุม มีเพียงอี้ฟงเท่านั้นที่ทราบว่านางกำลังทำสิ่งใด
เหงื่อเย็นเยียบผุดพรายหน้าผากบินเดี่ยวพันลี้อย่างไม่รู้ตัว มันทราบดี นางกำลังตั้งท่าเตรียมพร้อมกระบวนท่าสูงส่งที่ซือแป๋ของนางครั้นก่อนนั้นทุ่มเทคิดค้นเพื่อสลายค่ายกระบี่เจ็ดดาวของบู๊ตึง ที่แท้นางกลับมีความสำเร็จถึงขั้นนี้!
บุรุษทั้งสามเห็นนางไม่ขยับกาย ได้ทีจู่โจมพร้อมเพรียง เสียงแหวกอากาศอื้ออึง พิษร้ายส่องประกายสีครามเข้ม โดนแม้เพียงสะกิด สมควรได้ไปเยี่ยมยมโลก
ฉับพลันเนียเสี่ยวฟงเบิกตาโพลง ประกายตาเจิดจ้า พลังสมาธินางสูงเยี่ยมยิ่ง ข้อมือนางหมุนวนวาดกระบี่เป็นวงกลมวงแล้ววงเล่า บ้างใหญ่บ้างเล็ก ทว่าจำนวนนับไม่ถ้วน ก่อเกิดประกายแสงใหญ่น้อยวูบวาบขึ้นห่อคลุมร่างนาง
ข้อมือหมุนไม่หยุดยั้ง บังเกิดประกายกระบี่วูบวาบละลานตา กลับเข้าคุกคามอาวุธของทุกผู้ ทั้งหยุ่นเยียบ พัวพัน ไม่ทันรู้สึกตัวดาบประสานทั้งสามก็อยู่ใต้การควบคุมของเงากระบี่นั้น
นี่เป็นกระบวนท่าแนวทางอ่อนหยุ่น ครั้งนั้นซือแป๋มันใช้กระบวนท่านี้สยบค่ายกระบี่เจ็ดดาวบู๊ตึง ยังได้รับคำชมเชยเป็นกระบี่อ่อนโยนพิสุทธิ์กระบวนท่าหนึ่ง เจ้าสำนักบู๊ตึงยังต้องชื่นชมจากใจ ไม่เพียงไม่ถือโกรธทำสำนักเสียหน้า ยังตั้งชื่อให้กระบวนท่านี้ตามลักษณะเงาประกายกระบี่เป็นดวงๆนับร้อยพันว่า กระบวนท่า "คืนหมื่นหิ่งห้อย"
อี้ฟงชมดูจนตะลึงลานแล้ว หลังจากครั้งใช้ออกบนเขาบู๊ตึงซัว กระบวนท่านี้ก็สาบสูญ ไม่เคยปรากฏอีกครั้ง ผู้ใดจะคาดคิดดรุณีอายุเพียงไม่ถึงยี่สิบปีกลับสำเร็จกระบวนท่าสูงส่ง
ค่ายดาบสามประสานของบุรุษทั้งสามนี้ย่อมไม่อาจเทียบชั้นค่ายกลห้าธาตุ แปดประตู ยิ่งไม่นับเป็นอันใดได้เมื่อเทียบกับค่ายกระบี่เจ็ดดาวบู๊ตึง เพียงนางตวาดคราหนึ่ง ดาบสามเล่มก็ลอยลิ่วขึ้นสู่ท้องฟ้ายามราตรี แล้วตกลงแทบเท้านางนั่นเอง
ประกายกระบี่จากท่วงท่าแรกยังไม่คลาย ท่วงท่าต่อมาก็บรรลุถึง ประกายกระบี่จากหยุ่นเยียบแปรเปลี่ยนเป็นแข็ง กร้าว เพลงกระบี่นางสมชื่อประกายแสง พริบตาเสื้อผ้าชายชุดดำทั้งสามขาดวิ่น แผลเหวอะวะทั่วร่าง มันทั้งสามยังไม่ส่งเสียงร้องโอดโอย
มันสามสบตากันวูบ สองในสามถลันกายใช้มือเปล้าเข้าจับกระบี่เนียเสี่ยวฟง ยามนี้ปราศจากอาวุธ มันสองยังใช้ร่างเลือดเนื้อเข้าบดบัง หมายให้เพื่อนเหลือรอดไปสักคนยังดีกว่าตกตายสิ้น มาตรว่าเป็นศัตรูยังต้องชมเชยการเตรียมใจมัน
ทว่าคู่มือของพวกมันเป็นเนียเสี่ยวฟง กระบี่ประกายแสงผู้นี้ นับจำนวนผู้คนที่นางสังหาร ยังอาจมากกว่ายิ้มสังหารซือหม่าอี้เยี้ยน คนบาดเจ็บปราศจากอาวุธสองคน อย่าหมายหยุดยั้งนางได้เกินอึดใจ
สองบุรุษย่อมเข้าใจนางเป็นสตรี สมควรมีพละกำลังจำกัด มันสองจะอย่างไรยื้อยุดพัวพัน กว่านางจะสลัดหลุดได้อีกคนคงไปไกลแล้ว
มันสองกลับเข้าใจผิดไปเช่นเดียวกับมีดเงินภู่กันเหล็ก เป็นความผิดพลาดที่ได้เพียงไปสำนึกในยมโลก
เนียเสี่ยวฟงประกายตาเจิดจ้า ตวาดคราหนึ่ง ตวัดฟันแขนสี่ข้างขาดเป็นท่อนๆทั้งเลือดเนื้อถึงกระดูก
อี้ฟงลองมองดูอยู่ไม่ห่าง ต้องถึงกับเอามือปิดปากตนเอง นางขึ้นชื่อเป็นศิษย์ยอดฝีมือคุณธรรมอันดับหนึ่ง แต่ละกระบี่ใช้ออกกลับอำมหิตไร้ปราณีนัก
กระบวนท่านี้ยังบ่งบอกชัด ไม่เพียงกระบี่นางรวจเร็วดุจประกายแสง ยามอ่อนหยุ่นรัดรึงพัวพัน ยามแกร่งกร้าวยังสามารถเฉือนเลือดเนื้อสะบั้นกระดูก ในหมู่ยอดฝีมือยุคใหม่ยังยากหาผู้ใดรับมือนาง
อี้ฟงยามนี้แน่ชัดแล้ว นางสมควรเป็นศิษย์พี่ซือหม่าอี้เยี้ยน ยิ้มสังหาร ผู้นั้นจริงๆ
นางสะบัดกระบี่คราหนึ่ง โลหิตติดอยู่ก็กระเด็นหลุดจากกระบี่ สองบุรุษถูกแทงทะลุคอหอยตายคาที่ นอนนิ่งไม่ไหวติงอยู่แทบเท้านาง
เนียเสี่ยวฟงแค่นเสียงเฮอะคราหนึ่ง นางพลันถีบเท้าพุ่งทะยานดุจสายฟ้า ตามติดไปทิศทางที่ชายชุดดำอีกผู้หลบหนี
อี้ฟงยามนี้ลังเลยิ่งนัก มันยิ่งย้ำกับตัวเองหนักแน่น ข่าวคราวที่มันพยายามปิดบัง นางไม่สมควรล่วงรู้จริงๆ คราวนี้หากติดตามไป บังเอิญถูกนางพบเห็น เรื่องราวสมควรไม่จบโดยง่ายดาย ทว่ามันคาดเดา บุรุษหนึ่งในห้าที่แยกทางไปแต่ต้น สมควรมุ่งไปเรียกรวมกำลังเสริม เนียเสี่ยวฟงบุ่มบ่ามติดตามไปอาจเป็นกับดัก เช่นนั้นมันสมควรดูดายหรือไม่
มันถึงกับต้องทอดถอนให้หนักหน่วงกับตัวมันเอง จะอย่างไรมันไม่อาจจากไปในลักษณะนี้ ยังคงติดตามทั้งหมดไปอย่างเงียบเชียบ
edit @ 30 Jan 2008 23:18:40 by เป๋าเป่า